รองเท้าวิ่งไนกี้ เป็นรองเท้ายอดนิยมสำหรับนักวิ่ง เพราะมีการออกแบบอย่างดี มีการใช้เทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาช่วย และมีดีไซน์ที่สวยงาม อีกทั้งยังช่วยซัพพอร์ตเท้าในขณะวิ่ง ทำให้วิ่งได้สะดวกมากยิ่งขึ้น และยังช่วยลดความเสี่ยง ในการบาดเจ็บขณะวิ่งอีกด้วย

รองเท้าวิ่งไนกี้ รุ่นไหนช่วยซัพพอร์ตเท้า ในขณะวิ่ง?

1. Nike Winflo 8

รองเท้าคู่นี้ เหมาะกับการวิ่งทางไกล เพราะมีระบบลดแรงกระแทก และมีเทคโนโลยี Flywire ที่ช่วยเรื่องประสิทธิภาพ ในการทรงตัว และความแนบกระชับ ระหว่างรองเท้ากับเท้า

ส่วนด้านบนของรองเท้า ใช้ตาข่ายโปร่งแสง และส่วนชั้นใน ใช้ตาข่ายตาห่าง ที่บริเวณปลายเท้า เพื่อความโปร่งสบาย โฟมส่วนหุ้มข้อ ผสานเข้ากับส่วนส้นด้านหลัง และตาข่ายตาถี่ ช่วยให้รองรับได้อย่างกระชับมากขึ้น ส่วน Air Zoom ที่ส้นเท้า และปลายเท้า ก็ช่วยลดแรงกระแทกได้อย่างดี

2. Nike Air Zoom Pegasus 38 FlyEase

รองเท้ารุ่นนี้ จะมีเรื่องการดีดตัวที่เพิ่มขึ้น และมีแผ่นรองเท้า ที่ทำด้วยโฟม Nike React ซึ่งมีน้ำหนักเบา ทำให้สปริงตัวได้ดี และลดแรงกระแทกได้ดี ส่วน Zoom Air ตรงปลายเท้า ก็ช่วยในการดีดตัวมากขึ้น และแนบชิดเท้ามากกว่าเดิม ดีไซน์รองเท้า ออกแบบมาให้มีทรงกว้างขึ้น บริเวณปลายเท้า จึงรู้สึกเย็นสบายขณะสวมใส่ และระบายอากาศได้ดี

นอกจากนี้ ยังมีระบบสวมใส่ FlyEase คือช่องสวมแบบมีซิป ทำใส่และถอดได้อย่างง่ายดาย สามารถปรับความกระชับของรองเท้าได้ ด้วยมือเพียงข้างเดียว และมีระบบเชือก แบบไม่ต้องผูกอีกด้วย

3. Nike ZoomX Vaporfly Next% 2

คู่นี้ใช้ดีไซน์ Swoosh เพื่อเฉลิมฉลอง เนื่องในโอกาสที่ Nike ครบรอบ 50 ปี ด้วยการผสมผสานอดีต และปัจจุบัน ไว้ด้วยกัน โดยใช้การโลโก้ Swoosh รุ่นออริจินัล ซึ่งจะมีเส้นขอบชัดเจน กว่าที่ใช้ในรองเท้ารุ่นปัจจุบัน

คู่นี้เป็นรองเท้าวิ่งแข่ง ที่ช่วยเพิ่มความสบายขณะสวมใส่ เพราะมีการระบายอากาศที่ดี มีระบบลดแรงกระแทก และมีการรองรับที่แน่นกระชับ

โดยแผ่นรองเท้า ทำด้วยโฟม Nike ZoomX ซึ่งเป็นโฟมที่เบาที่สุด และส่งแรงคืนได้มากที่สุด ผสานกับแผ่นรองคาร์บอนไฟเบอร์ ขนาดเต็มความยาวเท้า ที่สวมใส่แล้ว จะให้สัมผัสที่เรียบลื่น

4. Nike Air Zoom Tempo NEXT% Flyknit

รองเท้าคู่สี และรุ่นพิเศษนี้ ทำขึ้นมาเพื่อเฉลิมฉลองให้กับ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ของนักกีฬาทั่วทั้งโลก ที่สามารถผ่านพ้นเหตุการณ์ต่างๆ ของปี มาทำการแข่งขันกันได้สำเร็จ

มีการผสมผสานความทนทาน กับระบบลดแรงกระแทก รองเท้าจึงนุ่ม แต่คืนตัวได้ดี นอกจากนี้ ยังใช้โฟม Nike ZoomX ที่มีน้ำหนักเบาที่สุด ส่งแรงคืนได้มากที่สุด ให้การวิ่งที่นุ่มนวล และถ่ายเทน้ำหนักได้ดี

มาพร้อมกับ ระบบลดแรงกระแทก Zoom Air ให้สัมผัสที่รวดเร็ว และตอบสนองได้ดี ขณะที่ออกตัววิ่ง ส่วนโฟม Nike React บริเวณส้นเท้า ก็จะช่วยลดแรงกระแทก ขณะที่เท้าก้าวลงสู่พื้น

5. Nike Air Zoom Alphafly NEXT% Flyknit

รุ่นนี้มีน้ำหนักเบา และมีการระบายอากาศได้ดี ช่วยให้รู้สึกสบายตัวตลอดการวิ่ง และยังส่งแรงกลับ ได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุด ในกลุ่มรองเท้าวิ่งแข่งทั้งหมด

มีการดีไซน์ ด้วยลวดลาย Swoosh ตามแบบฉบับของ Rawdacious และยังมีแผ่นโฟม Nike ZoomX ที่มีน้ำหนักเบา บริเวณพื้นรองเท้า นอกจากนี้ ยังมี Zoom Air บางๆ 2 จุด และมีแผ่นรองคาร์บอนไฟเบอร์ ขนาดเต็มความยาวเท้า ทำให้ส่งแรงกลับได้มากที่สุด

6. Nike Air Zoom Tempo Next% FlyEase

ถูกดีไซน์มาเพื่อความดีดตัว ที่บริเวณใต้ฝ่าเท้า พร้อมด้วยช่องรองเท้าแบบสวม ที่สวมใส่ และถอดได้ง่าย และยังมีกลไกการผูกเชือกรองเท้า ที่ปรับได้ด้วยมือข้างเดียว คือดึงห่วงหนึ่ง เพื่อให้รองเท้ามีความกระชับ และดึงอีกห่วงหนึ่ง เพื่อให้รองเท้าคลายออก

ขณะที่สวมใส่ ส้นของรองเท้าจะยุบลง ก่อนจะดีดตัวกลับเข้าที่ กลไกล็อคแล้วปล่อยแบบนี้ จะทำให้ได้ทรงรองเท้าที่แน่นกระชับ โดยไม่ต้องผูกเชือก

7. Nike Flex Run 2021

ถูกผลิตด้วยวัสดุรีไซเคิล อย่างน้อย 20% เป็นรองเท้าที่มีน้ำหนักเบา ให้สัมผัสนุ่มเป็นพิเศษ และมีทรงยืดแบบปรับได้ เมื่อสวมใส่แล้ว จะมีความยืดหยุ่นขณะลงเท้า คู่นี้มีความนุ่ม แต่ทนทาน

8. Nike React Infinity Run Flyknit 2

ใช้เทคโนโลยี Flywire กับ Flyknit ร่วมกัน เพื่อการรองรับเท้า และการระบายอากาศ แถมยังมีแผ่นโฟม ที่ยกตัวหนา เมื่อสวมใส่แล้ว จึงรู้สึกนุ่ม และสบายเท้า

9. Nike ZoomX Dragonfly

รองเท้ารุ่นนี้ เบาสบาย ระบายอากาศได้ดี และช่วยในการดีดตัว

10. Nike Air Zoom Pegasus 38

คู่นี้มีคุณสมบัติในการดีดตัว สวมใส่แล้วรู้สึกเย็น เพราะระบายอากาศได้ดี นอกจากนี้ บริเวณปลายเท้า ยังมีทรงที่กว้างขึ้น และช่วยลดแรงกระแทกได้มากขึ้น